ใครคิดว่าน้องแมวที่บ้านอ้วนไป ต้องใช้วิธีนี้เช็กดู!

ถึงจะมีหลายคนคิดว่าการที่น้องแมวมีรูปร่างอ้วนกลมนั้น ช่างน่ารักน่าฟัดเสียเหลือเกิน แต่มั้ยคะว่าการที่น้องแมวของเราเริ่มมีขนาดและน้ำหนักตัวเข้าขั้นอ้วนนั้น มีความเสี่ยงต่อสุขภาพแมวเป็นอย่างมาก เพราะความอ้วนนั้นเป็นบ่อเกิดของโรคได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นโรคเบาหวานโรคกระดูกและไขข้ออักเสบ โรคทางเดินระบบปัสสาวะ และโรคที่เกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ ซึ่งการจะเช็กว่าน้องแมวของเราอ้วนหรือไม่ อาจไม่ได้ดูแค่จากน้ำหนักของเค้าเพียงอย่างเดียวค่ะ เพราะน้องแมวแต่ละสายพันธุ์และแต่ละช่วงวัยก็จะมีน้ำหนักมาตรฐานที่แตกต่างกันออกไป ทางที่ดีเพื่อนๆ จึงควรดูแลให้น้องแมวร่างกายสมส่วน ไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไปตามเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อหลีกเลี่ยงโรคภัยและดูแลให้สุขภาพแมวแข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอนะคะ

ต้องเช็กสัญญาณเบื้องต้นอะไร ถึงจะรู้ได้ว่าน้องแมวของเราอ้วนแล้วนะ?

สำหรับใครที่กำลังสงสัย ว่าเราจะรู้ได้ยังไงกันนะว่าน้องแมวของเรากำลังเข้าขั้นอวบระยะสุดท้ายแล้วหรือไม่มีวิธีตรวจเช็คได้ง่ายๆ ด้วยการใช้มือของเรานี่แหละค่ะ “ลูบคลำ” ไปตามร่างกายของน้องแมวนั่นเองค่ะ โดยให้เริ่มต้นดังนี้

- วางมือของเราที่บริเวณซี่โครงของน้องแมวขณะกำลังยืน แล้วคลำไปที่จุดซี่โครงของน้องแมว หากเพื่อนๆ จับไม่เจอส่วนที่เป็นกระดูก ก็แสดงว่าแมวเริ่มมีรูปร่างอวบแล้วล่ะ

- คลำหน้าท้องของน้องแมวขณะกำลังยืนอยู่ ถ้าหน้าท้องของเค้ามีความหย่อนลงมากกว่าปกติ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าน้องแมวเริ่มมีรูปร่างท้วมได้เช่นกัน

- น้องแมวก็มีคางสองชั้นได้นะ! ให้ลองใช้มือจับไปที่ชั้นคอของน้องแมวอยู่ เพื่อเช็กว่าเค้ามีชั้นไขมันที่พอกใต้ผิวหนักบริเวณขากรรไกรและลำคอมั้ย เพราะนั่นคือหนึ่งในสัญญาณที่บอกได้ว่าน้องแมวเริ่มอ้วนแล้วค่ะ

- ใช้สายตาลองสังเกตดูว่าเรายังเห็นส่วนเอวของน้องแมวอยู่หรือเปล่า โดยเพื่อนๆ อาจจะใช้มือคลำไปที่เอวเพื่อเช็กว่ามีไขมันสะสมบริเวณนั้นมากน้อยเพียงไร หากเราทั้งมองหาก็แล้ว คลำก็แล้ว ยังหาเอวของน้องแมวไม่เจอ ก็แสดงว่านี่แหละความอ้วนของเค้าที่เราสัมผัสได้นั่นเอง

อยากให้น้องแมวร่างกายสมส่วน ไม่อ้วนหรือผอมไป ต้องทำแบบนี้

เมื่อเราทำการตรวจเช็กดูแล้วว่า น้องแมวของเราเริ่มมีสัญญาณของอาการอ้วนมาเยือนแล้วก็อย่าพึ่งตกใจไปค่ะ เพราะทุกคนสามารถใช้วิธีดังนี้ เพื่อดูแลให้น้องแมวร่างกายสมส่วนและมีสุขภาพแมวดีได้ดังเดิม

1. ตั้งเป้าหมายว่าน้องแมวรูปร่างสมส่วนที่เราต้องการนั้นเป็นยังไง เพราะการที่น้องแมวจะมีรูปร่างสมส่วนนั้น ก็คือเราจะต้องมองเห็นส่วนที่เป็นเอวของน้องแมวขณะที่มองจากด้านบนชัดเจน หากใช้มือลูบไปที่ด้านหลังของลำตัวเค้าจะต้องสัมผัสกระดูกสันหลังได้ ในขณะที่หน้าท้องของน้องแมวจะต้องไม่หย่อนคล้อยลงไปมากนัก รวมถึงมีเกณฑ์ของน้ำหนักตัวที่เหมาะสมกับสายพันธุ์และช่วงวัยของน้องแมวนั่นเองค่ะ

2. เลือกให้อาหารแมวควบคุมน้ำหนักที่มีแคลอรี่ต่ำให้เค้าได้ทาน เนื่องจากส่วนใหญ่แล้วน้องแมวที่มีความเสี่ยงจะอ้วน มักจะเป็นน้องแมวที่เลี้ยงในบ้านซึ่งไม่ค่อยได้ทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานมากนัก ดังนั้นสำหรับน้องแมวควรจะเลือกให้อาหารแมว Purina ONE สูตร Indoor Advantage ซึ่งเป็นอาหารสำหรับแมวเลี้ยงในบ้านโดยเฉพาะ เพราะ Purina ONE นอกจากจะมีแคลอรี่ต่ำเพราะทำจากเนื้อไก่งวง ยังเป็นอาหารแมวควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดีมีโปรตีนสูงถึง 38% และปริมาณใยอาหารจากธรรมชาติสูง ซึ่งช่วยลดการก่อตัวของก้อนขนและช่วยในการขับถ่ายได้อีกด้วย เพื่อนๆ สามารถเลือกซื้ออาหารแมว Purina ONE สูตรนี้ได้ เพียงคลิก ที่นี่ได้เลยค่ะ

3. เช็กให้ชัวร์ว่าปริมาณอาหารที่เค้าควรทานนั้นมากน้อยเท่าใด เพราะน้องแมวในแต่ละช่วงวัยนั้น มีความต้องการปริมาณอาหารที่แตกต่างกันไป อย่างแรกที่เราควรใส่ใจเลยก็คือ ต้องศึกษาปริมาณที่แนะนำต่อวันของอาหารแต่ละสูตรที่จะเป็นอาหารแมวอ้วนสำหรับทานต่อวัน ซึ่งจะปรากฏอยู่ข้างซองอาหาร รวมถึงคอยสังเกตพฤติกรรมของน้องแมวอย่างสม่ำเสมอ เพราะถ้าเห็นว่าน้องแมวของเราชอบนอนอุตุอยู่ที่บ้าน ก็ควรจะลดปริมาณอาหารแมวอ้วนให้น้อยลงค่ะ

4. ชวนน้องแมวเล่นเป็นประจำ เพื่อช่วยให้เค้าได้ออกกำลังกาย และเผาผลาญแคลอรี่ส่วนเกินออกไป ซึ่งเพื่อนๆ อาจจะเลือกของเล่นที่ทำให้เค้าได้ออกกำลังกายด้วยการวิ่งตะครุบอย่างไม้ตกแมว ไฟฉายแสงเลเซอร์ ฯลฯ แต่ถ้าแมวไม่ค่อยชอบขยับตัวสักเท่าไหร่ เราก็สามารถใช้เทคนิคเปลี่ยนจากการให้อาหารในชามธรรมดา เป็นของเล่นที่มีช่องสำหรับใส่อาหารให้เค้าได้ออกแรงวิ่งไล่หรือเขี่ยๆ บ้าง ก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่งค่ะ

แค่เพียงทุกคนทำตามขั้นตอนทั้ง 4 ที่กล่าวมาได้อย่างสม่ำเสมอ เท่านี้เราก็จะมีน้องแมวร่างกายสมส่วนสุขภาพดี อยู่เป็นเพื่อนเราได้นานๆ แล้วล่ะค่ะ

Back

เรื่องน่ารู้ของน้องแมว